7.3.56

อัตราการใส่ปุ๋ยยางพาราตามคำแนะนำสกย.


อัตราการใส่ปุ๋ยยางพาราตามคำแนะนำสกย.

สำหรับสวนยางพาราในระยะก่อนให้ผลผลิต สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง หรือ สกย.โดยคำแนะนำจากสถาบันวิจัยยาง ได้กำหนดให้เจ้าของสวนยางพาราใช้ปุ๋ยยางสูตรทั่วไป คือ สูตร 20-8-20 สำหรับเขตปลูกยางพาราเดิม (ภาคใต้และภาคตะวันออก) โดยอัตราปุ๋ยจะขึ้นอยู่กับชนิดของดิน  และสูตร 20-10-12 สำหรับเขตปลูกยางพาราใหม่ (ภาคกลาง, ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ) โดยอัตราปุ๋ยจะไม่ขึ้นอยู่กับชนิดของดิน ดังตาราง
เขตปลูกยางเดิม
      ในเขตปลูกยางพาราเดิม สำหรับการปลูกแทนแบบ 1 ตามที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางกำหนด คือ ปลูกด้วยต้นตอตา หรือยางชำถุง ให้ใส่ปุ๋ยบำรุงสูตร 20-8-20 ในอัตราที่ขึ้นอยู่กับชนิดของดิน และอายุต้นยางพารา ดังนี้
งวด
อายุ(เดือน)
ดินร่วน-เหนียว
ดินร่วน-ทราย
กรัม/ต้นกก./ไร่กรัม/ต้นกก./ไร่
2/12504605
2/24504907
2/36706907
3/1121301017013
3/2151501221016
3/3181501221016
4/1241501221016
4/2302301832025
5/1362301832025
5/2422401933026
6/1482401933026
6/2542602136028
7/1602602136028
7/2662702237029
รวม2,4801983,430267
  • สำหรับเขตปลูกยางใหม่ ตามที่สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางกำหนด คือ ปลูกยางชำถุง อย่างเดียว ให้ใส่ปุ๋ยบำรุงสูตร 20-10-12 สูตรเดียว โดยไม่แยกชนิดของดิน ตามอัตรา ดังนี้
เขตปลูกยางใหม่
  • งวดอายุ(เดือน)กรัม/ต้นกก./ไร่
    2/11606
    2/26807
    3/1121009
    3/21811010
    4/12412011
    4/23018016
    5/13618016
    5/24218016
    6/14818016
    6/25420018
    7/16020018
    7/26620018
    8/17220018
    8/27820018
    รวม2,190197
  • ควรใส่สลับปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพร่วมและสารปรับปรุงดิน  หรือโดโลไมท์ ก็จะได้ผลดียิ่งขึ้น

ราคายางพาราวันนี้ http://www.rubber.co.th/menu5.php

24.11.54

แมลงศัตรูยางพารา

หนอนทราย
หนอนทราย (Cockchafers) เป็นตัวหนอนของด้วงปีกแข็งชนิดหนึ่งซึ่งเป็นศัตรูกัดกินและทำลายรากต้นยางพารา ทำให้ต้นยางพาราตายเป็นหย่อมๆ 

ลักษณะและวงจรชีวิตของหนอนทราย

หนอนทราย
ตัวเมียวางไข่ในสวนยางพารา อาจเป็นฟองเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่มก้อน และฟักเป็นตัวหนอนในอีก 2-3 สัปดาห์ต่อมา ตัวหนอนมีสีขาว รูปร่างงอเหมือนตัว C ลำตัวยาว 3-5 ซม. อาศัยอยู่ในดิน กินอินทรียวัตถุและรากพืชเป็นอาหาร เมื่อเจริญเต็มที่แล้วจึงขุดดินเป็นโพรงลึกลงไปและสร้างผนังหนาห่อหุ้มตัวเพื่อเข้าดักแด้ ตัวเต็มวัยเป็นแมลงปีกแข็งขนาดใหญ่ ตัวอ้วนป้อมและสั้น ลำตัวยาว 3-5 ซม. กลางวันหลบซ่อนในดิน ออกบินหากินช่วงพลบค่ำ

การทำลายของหนอนทราย

กัดกินรากต้นยางพาราในระยะต้นยางเล็กอายุ 6-12 เดือน ทำให้ต้นยางพารามีอาการใบเหลือง และเหี่ยวแห้งตาย มักพบในสวนยางพาราที่ปลูกทดแทน ตัวหนอนจะอาศัยอยู่ที่รากของตอยางพาราเก่า และออกมากัดกินรากต้นยางอ่อน และพืชร่วม พืชแซมชนิดอื่นๆ ที่อยู่ในสวนยางพารา เช่น สับปะรด หวาย ลองกอง ทุเรียน มังคุด เนียงนก มะฮอกกานี รวมทั้งหญ้าคา ยังไม่พบความเสียหายในต้นยางพาราที่มีอายุมาก แต่พบว่าตอยางพาราเก่าที่อยู่ในสวนยางพาราจะเป็นแหล่งอาศัยและเป็นแหล่งอาหารของแมลงชนิดนี้เป็นอย่างดี

การระบาดของหนอนทราย

หนอนทรายมักระบาดในช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม และจะระบาดมากในพื้นที่ปลูกยางพาราที่เป็นดินร่วนปนทราย 

การป้องกันกำจัดหนอนทราย

  1. ทำการดักจับเต็มวัยช่วงเดือนมีนาคม-พฤษภาคม ด้วยกับดักแสงไฟหรือตาข่ายในช่วงพลบค่ำ จะช่วยลดปริมาณแมลงได้เป็นอย่างดี
  2. ควรปลูกตะไคร้ เพื่อล่อตัวหนอนทรายให้ออกมาแล้วนำไปทำลาย
  3. ใช้สารเคมีราดรอบโคนต้นยางพาราและตอยางพาราเก่า แล้วกลบดิน โดยสารเคมีที่ใช้ จะเป็นประเภท
    • คาร์โบซัลแฟน (carbosulfan) ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น พอสซ์ 20% EC  โดยใช้ 40-80 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ราดรอบ ๆ โคนต้นยางพาราที่ถูกหนอนทรายทำลาย และต้นข้างเคียง ต้นละ 1-2 ลิตร 
    • ฟิโปรนิล(fipronil) ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น แอสเซ็นต์ 5% SC   โดยใช้ 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ราดรอบ ๆ โคนต้นยางพาราที่ถูกหนอนทรายทำลาย และต้นข้างเคียง ต้นละ 1-2 ลิตร
หมายเหตุ: อ้างอิงข้อมูลจาก โรคและศัตรูยางพาราที่สำคัญในประเทศไทย, สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, 2549

เพลี้ยหอย

เพลี้ยหอย (Scale Insects) เพลี้ยหอยที่พบบนต้นยางมี 2 จำพวก คือ พวกที่ไม่มีเกราะหุ้มตัว และพวกที่มีเกราะหุ้มตัว เพลี้ยหอยทำลายโดยการดูดน้ำเลี้ยงตรงส่วนที่เป็นสีเขียว ทำให้ต้นยางชะงักการเจริญเติบโต มักพบในเรือนเพาะชำ หรือบนต้นยางอ่อน

เพลี้ยหอย-ยางพารา

ลักษณะและวงจรชีวิตของเพลี้ยหอย

ตัวอ่อนเมื่อเริ่มออกจากไข่จะมีขาและเคลื่อนที่ได้ แต่หลังจากลอกคราบแล้วขาจะหายไป เมื่อเริ่มเจาะดูดน้ำเลี้ยงแล้วจะไม่เคลื่อนไหว พร้อมสร้างเกราะหุ้มตัวเอง เพลี้ยหอยที่พบอยู่ตามกิ่งก้านของต้นยาง เป็นตัวเมียที่สร้างเกราะหนาไว้ป้องกันตัว และอยู่กับที่ตลอดไป เกราะจะมีขนาดประมาณ 3-5 มม. มีสีน้ำตาลแก่ ตัวผู้ไม่มีปากดูด และมีขนาดเล็กกว่าตัวเมียมาก มีปีกและบินได้

การทำลายของเพลี้ยหอย

ส่วนของกิ่งก้านที่ถูกเพลี้ยหอยดูดกินน้ำเลี้ยงจะเหี่ยวดำ และมีซากเพลี้ยหอยเกาะกิ่งก้านที่มันดูดกินน้ำเลี้ยง ต่อมากิ่งก้านนั้นจะแห้งตาย ถ้ามีเพลี้ยปริมาณมาก จะระบาดลุกลามไปทำอันตรายต่อส่วนลำต้น ใบยางและก้านใบ

การระบาดของเพลี้ยหอย

ช่วงอากาศแห้งแล้ง

การป้องกันกำจัดเพลี้ยหอย

  1. โดยธรรมชาติเพลี้ยหอยจะถูกศัตรูธรรมชาติ เช่น แมลง และเชื้อรา เข้าทำลายไข่ และตัวอ่อนของมัน
  2. ใช้สารเคมี เช่น
    • มาลาไทออน(malathion) ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น มาลาไธออน 83% EC โดยใช้ในอัตรา 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นบริเวณที่มีเพลี้ย 3-4 ครั้ง
    • ไวท์ออยล์ (White Oil) ที่พบและมีจำหน่ายในชื่อการค้า เช่น ทานาแทค 67%  EC โดยใช้ในอัตรา 200 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นเฉพาะที่พบการระบาด พ่นซ้ำตามความจำเป็น
หมายเหตุ: อ้างอิงข้อมูลจาก โรคและศัตรูยางพาราที่สำคัญในประเทศไทย, สถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, 2549